Category บทความ/เรื่องราวน่าสนใจ

ครึ่งชีวิตที่เชียงดาว

dddddddddd
Share

dddddddddd

 

 

ครึ่งชีวิตที่เชียงดาว

 

ไม่สามารถบอกได้ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับเชียงดาว ตอนเด็กๆก็เคยมาเที่ยวถ้ำ มาวัดถ้ำผาป่อง สถูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และมาเล่นน้ำปิงที่วัดอินทราราม ได้ มาอยู่ที่นี่ เชียงดาว(วิทยาคม) ตั้งแต่วันที่ ๑ มิย ๒๕๒๕ ทำหน้าที่ตามที่ได้ร่ำเรียนมา เป็นแบบอย่างที่ดีบ้างไม่ดีบ้างให้แก่เหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เป็นประชนคนหนึ่งของเชียงดาว ชีวิตที่เชียงดาวเรียบง่าย สุขสงบ เชียงดาวเป็นเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยเพราะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ผู้ที่ทรงประกาศอิสรภาพให้แก่ประเทศไทยทรงเดินทัพผ่านเชียงดาวทุกคนทีมาเชียงดาวต้องมากราบสักการะพระสถูปของพระองค์ท่าน ทุกวันอังคารเราก็จะสนุกสนานกับการ shopping ที่ moving market (ตลาดนัดแสงจันทร์) มีให้เราได้ละลายทรัพย์ทุกชนิดสินค้า แต่เดียวนี้ตลาดนัดมีหลายที่ แต่แสงจันทร์ของเราก็ยังมีเสน่ห์ และดูดีมีชาติตระกูลที่สุด อากาศที่เชียงดาวช่วงนี้เริ่มเย็นลงแล้วการเดินทางสำรวจธรรมชาติที่ดอยหลวงเชียงดาวกำลังจะเริ่มแล้ว เป็นฤดูกาลการขาดเรียนของนักเรียนชายหนุ่มแห่งบ้านถ้ำ ๓วัน พันกับห้าสิบบาท รับจ้างหาบของให้นักท่องเที่ยวพวกเขาเหล่านั้นต้องแข็งแกร่งมาก ทำไมต้องขึ้นไปบนดอยหลวง เหตผลของครูนายคือ ๑ ทดสอบความแข็งแรง(สวย ถึก และบึกบึน) ๒ เพื่อจะไดักับมาเล่าให้ใครๆฟังว่าข้างบนนั้นมีอะไรบ้าง ๓ อยากพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าสวยงามจริงดังคำเขาว่าไว้หรือไม่ คุ้มค่าจริงๆ บรรยากาศตอนพระอาทิตยขึ้นและตก สุดยอดมากแต่ละครั้งที่ขึ้นไปทัศนียภาพก็จะเปลี่ยน สามครั้งที่ขึ้นไปประทับใจทุกครั้ง เชียงดาวยังมีอีกหลายอย่างรอให้ท่ามาค้นหา มาสัมผัส เรารอท่านอยู่

ครูนาย

https://www.facebook.com/tepin.jittangkoon

1376586_10200765153077749_2024911292_n

Read More

เชียงดาว : ประเพณีตานก๋วยสลาก

IMG_2617
Share

ข้อมูล : ประเพณีไทย.com
ภาพ : ศักดิ์ระพี ก้อนคำ

IMG_2640

 

ประเพณีตานก๋วยสลาก หมายถึง ประเพณีถวายทานสลากภัต เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง อันเป็นที่นิยมของชาวเหนือ โดยทั่วไปจะเริ่มใน วันเพ็ญ เดือน 12 เหนือ (กันยายน) ถึงแรม 1 ค่ำ เดือนเกี๋ยงดับ (พฤศจิกายน) เมื่อทางวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้มีการกินสลาก

ก่อนวันตานก๋วยสลาก ชาวบ้านจะจัดทำพิธีเตรียมสิ่งของเครื่องไทยทาน 1 วัน เรียกวันที่เตรียมของนี้ว่า “วันดา” ชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทานลงใน “ก๋วย” เป็นตระกร้าหรือชะลอมขนาดเล็กที่สานด้วยไม้ไผ่) เรียกว่า “ก๋วยสลาก”

IMG_2605

พิธีกรรมในประเพณีตานก๋วยสลากมี ๒ วัน คือ

๑. ก่อนทำพิธี”ตานก๋วยสลาก” ๑ วัน เรียกว่าวันดาเป็นวันจัดเตรียมสิ่งของเพื่อใส่ในก๋วยสลาก ผู้ชายจะตัดไม้มาจักตอกสลากก๋วย (ชะลอม) ไว้หลายๆใบตามศรัทธาและกำลังทรัพย์ ฝ่ายหญิงจะจัดเตรียมสิ่งของที่จะนำมาบรรจุในก๋วย เช่นข้าวสาร พริกแห้ง หอม กระเทียม เกลือ กะปิ น้ำปลา ขนม เมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ เทียนไข สีย้อมผ้า ผลไม้ รวมทั้งเครื่องใช้ต่าง ๆ แล้วบรรจุลงในก๋วยสลากที่กรุด้วยใบตอง ใบหมากผู้หมากเมีย”ใส่ยอด” คือธนบัตร ผูกติดไม้ เสียบไว้ในก๋วยให้ส่วนยอดหรือธนบัตรโผล่มาแล้วรวบปากก๋วยสลากตกแต่งด้วย ดอกไม้ “ยอด” หรือธนบัตรที่ใส่นั้นไม่จำกัดว่าเป็นจำนวนเท่าใด

ส่วนสลากโชคหรือสลากก๋วยใหญ่ ของที่นำบรรจุในก๋วยเช่นเดียวกับสลากน้อยแต่ปริมาณมากกว่าหรือพิเศษกว่า สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือหลังเล็กมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น หม้อข้าว หม้อแกง ถ้วยแกงถ้วยชาม เครื่องนอน เครื่องนุ่งห่ม อาหารสำเร็จรูปใส่ไว้ด้วย มีต้นกล้วย ต้นอ้อยผูกติดไว้ “ยอด” หรือธนบัตรจะใส่มากกว่าสลากน้อย

ก๋วยสลากทุกอันต้องมี “เส้นสลาก” ซึ่งทำจากใบลานหรือปัจจุบันใช้กระดาษมาตัดเป็นแผ่นยาวๆ เขียนชื่อเจ้าของไว้ และยังบอกอีกว่าจะอุทิศไปให้ใคร เช่น ” สลากข้างซองนี้ หมายมีผู้ข้า นาย… นาง ขอทานไปถึงกับตนภายหน้า ” หมายถึงถวายทานเพื่อเป็นกุศลแก่ตนเองเมื่อล่วงลับไป และอีกแบบหนึ่ง คือ”สลากข้าวซองนี้ หมายมีผู้ข้านาย…..นาง…..ขอทานไปถึงยังนาย/นาง….(ชื่อผู้ตาย) ผู้เป็น…….(ความเกี่ยวข้องกับผู้ให้ทาน)ที่ล่วงลับ ขอให้ไปรอดไปถึงจิมเต่อ” หมายถึงอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันดาสลาก จะมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงจากหมู่บ้านต่างๆ ที่รู้จักมาร่วมทำบุญ โดยนำเงินหรือผลไม้เช่น กล้วย อ้อย ฯลฯ มาร่วมด้วยและช่วยจัดเตรียมสิ่งของใส่ก๋วยสลาก เจ้าภาพต้องเลี้ยงดูอาหาร เหล้ายาและขนม

 

 

ข้อมูล : ประเพณีไทย.com
ภาพ : ศักดิ์ระพี ก้อนคำ

IMG_2617

๒. วันทานสลาก ชาวบ้านนำก๋วยสลากที่จัดทำแล้วไปวัด และเอา”เส้นสลาก” ทั้งหมดไปรวมกันที่หน้าพระประธานในวิหาร จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย ๑ กัณฑ์ ผู้รวบรวมสลากมักจะเป็นมัคทายก (แก่วัด) นำเส้นสลากทั้งหมดมารวมกันแล้วแบ่งเส้นสลากทั้งหมด เป็น ๓ ส่วน(กอง) ส่วนหนึ่งเป็นของพระเจ้า (คือของวัด)อีก ๒ ส่วนเฉลี่ยไปตามจำนวนพระภิกษุสามเณรที่นิมนต์มาร่วมในงานทำบุญ หากมีเศษเหลือมักเป็นของพระเจ้า (วัด) ทั้งหมด

พระภิกษุสามเณรเมื่อได้ส่วนแบ่งแล้ว จะยึดเอาชัยภูมิแห่งหนึ่งในวัดและออกสลากคือ อ่านชื่อเส้นสลากดังๆ หรือให้ลูกศิษย์(ขะโยม) ที่ได้ตะโกนตามข้อความที่เขียนไว้ในเส้นสลาก หรือเปลี่ยนเป็นคำสั้นๆเช่น ศรัทธา นายแก้ว นามวงศ์ มีนี่เน้อ ” บางรายจะหิ้ว “ก๋วย” ไปตามหาเส้นสลากของตนตามลานวัดเมื่อพบสลากของตนแล้วจะเอาสลากของตนถวายพระ พระจะอ่านข้อความในเส้นสลากและอนุโมทนาให้พรแล้วคืนเส้นสลากนั้นให้เจ้าของ สลากไป เจ้าของสลากจะนำเส้นสลากไปรวมในวิหาร เมื่อเสร็จแล้วมัคทายกหรือแก่วัด จะนำเอาเส้นสลากนั้นไปเผาหรือทิ้งเสีย

ในประเพณีก๋วยสลากในแต่ละชุมชน ในแต่ละจังหวัด อาจแตกต่างกันไป แต่หลักๆ คือการทำบุญให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว  และทำบุญเพื่อให้ตนไว้ในภายภาคหน้า

ในความเห็นของผมแล้ว ประเพณีทุกประเพณีเป็นประเพณีอันดีงามและควรอนุรักษ์รักษาไว้ และประเพณีก๋วยสลากนี้ เป็นประเพณีอันดีงาม ซึ่งจะได้รู้จักรยาทผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้มีพระคุณ ต่อเราและต่อครอบครัวเรา ส่วนตัวผมนั้นได้สัมผัสกับประเพณีนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำมาทุกๆปี  และตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบันนี้ผมรู้สึกได้ว่าประเพณีนี้มักน้อยลงและเจือจางลงไปทุกๆปี

ดังนั้นผมขอเป็นส่วนหนึ่งที่และชักชวนมาร่วมในการอนุรักษ์ประเพรีและวัฒนธรรมลานนาอย่างเช่น ประเพณีก๋วยสลากนี้

IMG_2693

 

ที่มาข้อมูล     http://www.prapayneethai.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81

Read More

ใต้ฟ้าแผ่นดินดาว : วัดป่าธาราภิรมย์ ตอน๑

1-1
Share

ใต้ฟ้าแผ่นดินดาว : วัดป่าธาราภิรมย์ ตอน๑

เรื่อง น้ำทบ นทีไทย ภาพ วัดป่าธาราภิรมย์

1-1

จากสองขุนน้ำต้นธารที่ห่างไกล ก่อเกิดแม่น้ำสองสายที่ไหลเย็น ลัดเลาะผ่านขุนเขาโขดขอน เป็นโตรกธารหุบห้วยในป่าใหญ่ เรื่อยไหลผ่านทุ่งนาเรือกสวน ผ่านหมู่บ้าน ผ่านชีวิตผู้คน จนสองแม่ไหลมาบรรจบสบกัน ณ จุดหนึ่ง จึงก่อเกิดเป็นผืนดินรูปใบโพธิ อันเป็นพื้นที่ที่ราวจะถูกกำหนดไว้แล้วว่า ณ จุดนี้คือสถานที่ที่จะให้ความสุข สงบ กับทุกชีวิตที่มาเยือน

ครับ…พื้นที่รูปใบโพธิดังกล่าวข้างต้น คือสถานที่ตั้งของวัดป่าธาราภิรมย์ ซึ่งเป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต อยู่ห่างจากอำเภอเชียงดาวประมาณ ๑๑ กิโลเมตร เดิมเป็นวัดร้าง มีซากเจดีย์เก่าอยู่กลางวัด โดยมีชื่อว่าวัดปิง (ร้าง)

3-3จนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ ทางวัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งพระโยธิน ชยานฺนฺโท มาเป็นเจ้าอาวาสเพื่อฟื้นฟูวัดร้างแห่งนี้ ซึ่งมีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง อันแวดล้อมไปด้วยป่าเขาและไร่ของชาวบ้านรายรอบพื้นที่ และที่สำคัญ มีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบโอบล้อม คือแม่น้ำปิงทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก ส่วนทิศใต้เป็นแม่น้ำป๋าม ทำให้เกิดเป็นพื้นดินรูปใบโพธิบนพื้นที่ทั้งหมด ๓ ไร่ ๙ ตารางวา

พระโยธิน ชยานฺนฺโท ฟื้นฟูวัดโดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเจดีย์กึ่งอุโบสถขึ้นทับซากเจดีย์เดิม เรียกว่า ‘พระธาตุธรรมจักรพรรดิเจดีย์’ เพื่อใช้ในการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตร และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันคล้ายวันฉลองสิริราชสมบัติ ในวันที่ ๙ มิถุนายน ซึ่งได้จัดการวางศิลาฤกษ์วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๓

พระธาตุธรรมจักรพรรดิเจดีย์ เป็นเจดีย์กึ่งอุโบสถที่งดงามโดดเด่นในสายตา ท่ามกลางหมู่แมกไม้ขนาดใหญ่ เป็นพระเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงเชียงแสน ขนาดกว้าง ๑๒x๑๒ เมตร สูง ๑๘ เมตร ภายในมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปหินหยกปางนาคปรก และพระพุทธรูปโลหะทรงจักรพรรดิสีเงินยวงแวววาว

ภาพฝาผนังภายในพระเจดีย์ทั้งสี่ทิศเป็นภาพหินแกะสลัก โดยด้านทิศเหนือเป็นรูปยักษ์ ด้านทิศใต้เป็นรูปเทวดา พรหม ทิศตะวันออกเป็นรูปพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ ทิศตะวันตกเป็นรูปพระอรหันตสาวก แสดงความเคารพ สักการะสรรเสริญ บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พื้นพระเจดีย์เป็นรูปดาวแปดทิศ เป็นสัญลักษณ์ของการเผยแผ่กระจายธรรมจากพระเจดีย์ซึ่งเป็นศูนย์กลาง ศูนย์รวมของพลังบารมีแผ่ไปทั่วทุกทิศ

กำแพงแก้วรอบพระเจดีย์ด้านในเป็นรูปดอกบัวตูม บัวบาน แสดงถึงการบูชาสักการะพระรัตนตรัยและพระบรมธาตุ ด้านนอกเป็นรูปนางอัปสร นางฟ้าที่ดูแลรักษาพระเจดีย์ และรูปช้างเดินรอบพระเจดีย์ เป็นการแสดงถึงพลัง ผู้มีกำลังที่ดูแลปกป้องพระเจดีย์

แต่ก่อนที่จะมาสร้างเป็นวัดป่าธาราภิรมย์นั้น ประมาณ พ.ศ.๒๕๔๖ ได้มีชาวบ้านมาแผ้วถางที่ดินเพื่อทำการเกษตร จึงได้พบซากวัดเก่า และได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบ ทำให้เริ่มมีการสำรวจตรวจสอบ พบซากอิฐโบราณ หลังคาโบสถ์ รวมทั้งขุดค้นพบพระเก่า เครื่องใช้ของเก่าต่างๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่เคยเจริญรุ่ง เรืองมาก่อน นับแต่สมัยพระเจ้ามังราย เมื่อราว ๗๐๐ กว่าปี

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านผู้สูงอายุหลายๆ คนว่า ในสมัยหนุ่มๆ เคยมาล่าสัตว์และหนีเข้ามาในบริเวณวัด แต่พอติดตามมาถึงก็ไม่กล้าเข้าไป เนื่องจากความกลัวที่รู้สึกรับรู้ได้ว่ามีพลังงานบางสิ่งบางอย่างคอยปกป้องดูแลอยู่ นอกจากนั้น ยังเคยมีผู้พบเห็นดวงแก้วขนาดใหญ่ลอยขึ้นเหนือบริเวณวัดเวลากลางคืน ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาเป็นประจำ โดยมีผู้พบเห็นหลายคนในหลายวันเวลาที่ต่างกัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นพลังงานของพระบรมสารีริกธาตุ มีเจดีย์ธาตุตั้งอยู่จึงทำให้บริเวณวัดไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดต้นไม้และล่าสัตว์เพราะกลัวบาป

สำหรับความเชื่อเรื่องดวงธาตุ คนทางล้านนาล้วนมีความเชื่อมาแต่โบราณจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งหลายๆ คนในหลายๆ พื้นที่อาจได้ประสบกับตนเองมาแล้ว โดยเฉพาะในเขตอำเภอเชียงดาว ดินแดนแห่งเทพเทวา ที่ชาวบ้านมักจะมีโอกาสได้พบเห็นในหลายจุดและหลายโอกาส บางครั้งจะเห็นพร้อมกันหลายๆ คนเลยทีเดียว ซึ่งดวงธาตุจะมีลักษณะเป็นลูกไฟทรงกลม มีทั้งสีขาว เหลือง ส้ม เขียว ฟ้า หรือมีหลายสีรวมกัน จะลอยเด่นจากดอยลูกหนึ่งไปยังดอยอีกลูกหนึ่ง ลอยอยู่บนท้องฟ้าบางครั้งเป็นเวลานานหลายนาที

2-2

ผมเองก็เคยได้เห็นกับตาตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต แถมเป็นเวลากลางวันเสียด้วย โดยวันนั้นอยู่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕ เวลาประมาณบ่ายสองโมง ผมบังเอิญเหลือบไปเห็นประกายไฟสีขาวปนเหลืองค่อยๆ แจ่มจ้าขึ้นจากดวงเล็กๆ (เหมือนแสงจากการอ๊อกเชื่อมเหล็ก แต่ไม่มีสีเขียวน้ำเงิน) เป็นทรงหยดน้ำยอดแหลมบริเวณวัดป่าบง ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จากจุดที่ผม เพื่อน และน้องชาย ยืนอยู่ มีระยะห่างจากวัดเป็นทางตรงประมาณ ๕๐๐ เมตร ผมมองดูเป็นครู่เพื่อสังเกตว่ามีการเชื่อมโลหะอยู่ที่ยอดเจดีย์ของวัดหรือไม่ จนรู้สึกผิดปกติ เมื่อลูกไฟขยายขนาดบดบังทั้งบริเวณยอดเจดีย์ และเปลี่ยนเป็นทรงกลม มีสีขาวจ้าเป็นส่วนใหญ่ ส่วนรอบนอกจะเป็นสีเหลือง เขียวแกมน้ำเงิน ผมจึงชี้ให้เพื่อนและน้องดู หากแปลก…เพื่อนผมมองเห็นเป็นเพียงจุดประกายเล็กๆ และบอกผมว่าที่วัดคงเชื่อมยอดเจดีย์ ส่วนน้องอีกคน ชี้ให้ดูยังไงเขาก็มองไม่เห็น ผมจึงบอกเพื่อนให้สังเกตอย่างจริงจัง ซึ่งดวงไฟลูกนั้นยังส่องสว่างอยู่กับที่ประมาณหนึ่งนาทีแล้วก็ค่อยๆ จางหายไป เมื่อผมกับเพื่อนมองไปยังยอดเจดีย์ ก็ปรากฏว่าไม่เห็นมีใครหรือโครงเหล็กใดๆ ที่อันจะมายถึงมีการขึ้นไปบูรณะซ่อมแซมที่ยอดเจดีย์เลย องค์เจดีย์ยังคงยืนเด่นเป็นปกติ ยอดสีทองก็ยังสุกปลั่งอยู่ดุจเดิม

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
ขอบคุณ สวัสดีเชียงดาว ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและเรื่องราวดี ๆ ครับ ^_^

ติดตามเรื่องราวมากมาย เนื้อหาดีๆ จากหนังสือ สวัสดีเชียงดาว เล่มละ 50 บาท
เล่ม 1 เล่ม 2 ได้วางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วเชียงดาว ที่พักและรีสอร์ท ในอำเภอเชียงดาว
เล่ม 3 กำลังจะมาแล้วครับ ติดตามข่าวสารได้ที่
https://www.facebook.com/sawaddee.chd

เล่ม 3

COVER-111

Read More

เที่ยวดอยอ่างขาง ก็ต้องผ่านเชียงดาว ^_^

Share

เรื่อง/ภาพ : เอกชัย กันทวงศ์

ไปไหนกัน?

หลายท่านตั้งใจที่จะเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเมื่อลมหนาวมาเยือน อย่าง “ดอยอ่างขาง”
สัมผัสความหนาวและความสวยงามของหมู่พรรณไม้เมืองหนาว นานาชนิด
แต่รู้หรือไม่ว่า จากตัวเมืองเชียงใหม่จะไปดอยอ่างขางเพื่อสัมผัสความหนาวนั้น ท่านก็ต้องใช้เส้นทาง
เชียงดาวอยู่แล้ว แล้วทำไมไม่เผื่อเวลาเพื่อเที่ยวเชียงดาว รู้จักเชียงดาวให้มากขึ้น…

ไปยังไง?
การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ตามทางหลวงหมายเลข 107 มาทาง อำเภอแม่ริม อ.แม่แตง
เข้าตัวอำเถอเชียงดาว แล้วทีนี้ต้องเลือกใช้ 2 เส้นทางละว่าจะไปข้างหลัง() หรือข้างหน้าดอยอ่างขาง()
แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวแล้วแนะนำให้ไปทางเส้นข้างหลังที่ใช้เส้นทาง หมายเลข 1178 ที่ต้องแยกกับทางหลวงหมายเลข 107
ที่แยกเมืองงาย ไปทางซ้ายมือ ผ่าน ต.เมืองงาย ต.ทุ่งข้าวพวง ต.เมืองนะ แยกอีกทีที่ หมู่บ้านอรุโณทัย ต.เมืองนะ และลัดเลาะตามสันเขาเพื่อไปยัง สถานีเกษตรดอยอ่างขาง
ทางเส้นนี้มีความสวยงามของเส้นทาง วิวทิวทัศน์รอบ ๆ และแน่นอน เมื่อถึงฤดูดอกพญาเสือโคร่งบาน เส้นทางนี้จะเต็มไปด้วยสีชมพูของดอกพญาเสือโคร่งตลอดเส้นทาง
ความลาดชันจะน้อยกว่าทางขึ้นข้างหน้ามาก ทางจะแคบเล็กน้อย เป็นถนนสองช่องทาง ขับสวนกัน ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่
เมื่ออากาศหนาว หมอกจะลงจัด ต้องใช้ความเร็วต่ำและระมัดระวังให้มากขึ้น

ระหว่างการเดินทางแวะที่ไหนได้บ้าง?

เดินทางเช้าตรู่ แวะตลาดเช้าตามหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นทางเลือกที่สุดยอดที่สุดเหมาะสำหรับคนที่เดินทางเช้า ๆ
การได้กินน้ำเต้าหู้ ปลาท่องโก๋ กาแฟ โอวัลติน ไมโลหรือกับข้าวพื้นบ้าน น้ำพริก ไก่ทอด หมูทอด กับข้าวเหนียวร้อน ๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ

เดินทางสายหน่อย ก็แวะร้านกาแฟที่มีมากมายตลอดเส้นทางในการเดินทาง กาแฟร้อน เย็น ปั่น ตามชอบ หอมกรุ่น กลิ่นหอมไม่แพ้ร้านดัง ๆ ต่างประเทศ
ก็เหมาะสำหรับเดินทางสาย ๆ ถ้ามายามสายมาก ๆ ก็แวะชิมกับขาหมูน้ำแดงเชียงดาว ของดีเมืองเชียงดาว สูตรต้นตำหรับที่ใครได้ชิมแล้วต้องติดใจ บอกต่อไปตามๆ กัน

เดินทางสาย – บ่าย ก็แวะเที่ยว ชิม ชิวไปตลอดทาง ทั้ง ถ้ำ โครงการหลวง พระสถูปเจดีย์ฯ วัด น้ำตก ฯลฯ ตลอดเส้นทาง เรียกได้ว่า คุ้มตลอดทาง ^_^

เดินทางเย็นไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะเส้นทางค่อนข้างเปรี่ยวและอันตรายเวลาเดินทางตอนหลางคืนหรือแสงสว่างไม่เพียงพอ

ขากลับกลับทางไหน?
เลือกได้ตามสบาย ขับลงด้านหน้า ไปต่อที่ อ.ไชยปราการ ก็ได้ แต่ทางจะชันมาก ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่ และช่วงการจราจรหนาแน่น ในช่วงเทศกาล
กลับด้านหลังเพื่อมาเส้นทางอำเภอเชียงดาว ก็เป็นทาง สบาย ๆ แวะเที่ยวได้ตลอดเส้นทางอีกเช่นเดียวกัน

Read More

ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ : แอ่วบ้านหัวทุ่ง…สัมผัสความงามบนผืนโลก

pp3
Share

เรื่อง/ภาพ : ภู เชียงดาว

pp2

เมื่อเอ่ยถึง ‘เชียงดาว’ หลายคนรู้จักกันดีในมุมมองหลากหลาย เช่น เป็นเมืองชายแดน ต้นกำเนิดแม่น้ำปิง ถ้ำเชียงดาว ดอยหลวงเชียงดาว ฯลฯ

แต่เสน่ห์เชียงดาวยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ ความเป็นชุมชนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์วิถีชีวิตอยู่ร่วมสอดคล้องกับธรรมชาติกันมาช้านาน ได้ช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยว  นักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย บ้างถึงขั้นหยุดชีวิต พักหัวใจเอาไว้ ปักหลักสร้างบ้านเรือนอยู่ที่เชียงดาวอย่างถาวรกันเลยทีเดียว

บ้านหัวทุ่ง เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ผมถือว่าโดดเด่นในความเป็นท้องถิ่น  ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอไปตามทางแยกถนนสายเลี่ยงเมืองไปไม่กี่กิโลเมตร จะเจอทางแยกซ้ายมือ ตัดผ่านบ้านทุ่งละคร เข้าไป ก็จะพบชุมชนบ้านหัวทุ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ตีนดอยหลวงเชียงดาวกับดอยนาง  พื้นที่ตรงนี้ มีลำห้วยแม่ลุซึ่งไหลมาจากป่าต้นน้ำ น้ำแม่ลุ มีความสำคัญผู้คนแถบนี้มาก เนื่องจากเป็นลำน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรผู้ใช้น้ำถึง 5 หมู่บ้าน ก่อนจะไหลลงไปรวมกับแม่น้ำปิงแถวบ้านวังจ๊อมของเชียงดาว

pp3

จุดเด่นของชุมชนบ้านหัวทุ่ง ก็คือเป็นชุมชนของการอยู่ร่วมดูแลฐานทรัพยากรธรรมชาติกันมาอย่างยาวนานนั่นเอง จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม ชุมชนเล็กๆ นี้ ถึงได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะในปี 2555 ที่ผ่านมา ก็ได้รับรางวัลหมู่บ้านปลอดการเผา ปี 2555 จาก กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกรมควบคุมมลพิษ หรือรางวัลชนะเลิศหมู่บ้านปลอดการเผา “ชุมชนสีเขียว” ระดับจังหวัด เป็นต้น นอกจากนั้น บ้านหัวทุ่ง ยังได้รับรางวัลหมู่บ้านท่องเที่ยวต้นแบบเชิงนิเวศ จากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ อีกด้วย ซึ่งรางวัลเหล่านี้ ถือว่าได้สร้างขวัญกำลังใจให้คนในชุมชนเป็นอย่างมาก

เมื่อพูดสถานที่ท่องเที่ยวของบ้านหัวทุ่ง สิ่งแรกที่อยากแนะนำให้ไปเยือน ก็คือ ‘น้ำออกฮู’ หรือน้ำออกรู ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกแต่งดงาม เมื่อจู่ๆ ก็มีน้ำใสๆ ได้ไหลทะลักออกจากซอกรู โตรกผา ของตีนดอยหลวงเชียงดาว ทั้งที่เป็นภูเขาหินปูน

แม่หล้า ศรีบุญยัง ปราชญ์ชุมชนบ้านหัวทุ่ง ได้บอกเล่าถึงตำนานเรื่องเล่าของน้ำออกรู เอาไว้ว่า “คนเฒ่าคนแก่ เล่าว่า ตามตำนานบนดอยหลวงเชียงดาว นั้นมีเจ้าพ่อหลวงคำแดงกับแม่นางอินเหลา ตอนหลังแม่นางอินเหลาเขามาเปลี่ยนชื่อเป็นแม่นางคำเขียว ที่รักษาหัวน้ำฮูแห่งนี้  ที่ทุกคนคิดว่าแปลก ก็คือ ลักษณะทั่วไปของดอยหลวงเชียงดาวนั้นเป็นเทือกเขาหินปูน ซึ่งถ้าพูดในเชิงวิชาการ เขาว่าเขาหินปูน มันเก็บน้ำไม่ได้ แต่ทำไมถึงมีน้ำออกรูให้ชาวบ้านหัวทุ่งได้ใช้กันจนถึงทุกวันนี้ ถ้าตอบแบบชาวบ้าน ก็คือเพราะความศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง”

แม่หล้า บอกอีกว่า ชาวบ้านที่นี่มีความเชื่อกันว่า ที่น้ำออกรูแบบนี้ เขาว่ากันว่า ผีปันกิน คือผีเจ้าป่าเจ้าเขาได้แบ่งให้กิน   “คือถ้าเราไปยืนดู  ไปเห็นขุนน้ำ มันจะลาดเอียงไปทางบ้านถ้ำ น้ำมันน่าจะไหลไปทางบ้านถ้ำ แต่นี่ทำไมน้ำถึงไหลลงมายังฝั่งบ้านหัวทุ่ง ซึ่งเราดูด้วยสายตาก็รู้ เพราะดอยหลวงกับดอยนางมันคู่กัน ดอยหลวงคือเจ้าพ่อหลวงคำแดง ส่วนดอยนางคือเจ้าแม่นางอินเหลา คล้ายกับปั๋นเมียเปิ้นมาเลี้ยงลูกหลานทางนี้”

ที่น่าสนใจ ก็คือ น้ำออกรู จะไม่ไหลตลอดปี แต่จะแห้งหายไปในหน้าหนาว หน้าแล้ง กระนั้นยังเหลือเป็นบึงน้ำซับขนาดใหญ่ไว้หล่อเลี้ยงผู้คนได้ไม่เคยขาดแคลน

“ใช่แล้ว พอถึงช่วงหน้าหนาว เดือนพฤศจิกา ปลายธันวา มันจะแห้ง ถึงแม้ว่าฝนจะตกลงมากี่ห่า มันก็ไม่ออกมาแล้ว แต่ว่ามันจะซับน้ำเอาไว้อยู่ จนกลายเป็นบึงน้ำซับ กลายเป็นอ่างใหญ่ เขาเรียกว่าลุ่มน้ำลุ มันซับออกมาเลี้ยง 5 หมู่บ้านได้ใช้กันอย่างพอเพียง”     ผมถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สรรสร้างเอาไว้ให้กับมวลมนุษย์

pp4

นอกจากนั้น บ้านหัวทุ่ง ยังมีกิจกรรมอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น การตั้งกลุ่มสมุนไพร  การปลูกไผ่เศรษฐกิจ  ชุมชนปลอดขยะ ชุมชนปลอดจากการเผา กิจกรรมสร้างสรรค์เหล่านี้ ได้ทำให้ชุมชนบ้านหัวทุ่ง กลายมาเป็น “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ซึ่งสถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้เข้ามาหนุนเสริม ว่ากันว่า ที่ผ่านมา มีทั้งผู้นำชุมชนนักศึกษา ประชาชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้เข้ามาเที่ยวชมและศึกษาดูงานกันอย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ ชุมชนบ้านหัวทุ่ง นอกจากดำรงวิถีชีวิตไปตามปกติสุขแล้ว ชุมชนยังรองรับการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กันด้วย  ชาวบ้านมีการจัดบ้านพักโฮมสเตย์เอาไว้ รองรับนักท่องเที่ยว ในห้วงเวลา 1 คืน 2 วัน หลายคนอาจมองว่าห้วงเวลาสั้นไป แต่ชาวบ้านบอกว่าถ้ามาเยือนแล้ว รับรองได้อะไรกลับไปเยอะแน่นอน     “ชาวบ้านจะรอต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วก็พาเข้าบ้านพัก ตกเย็นก็จะพาเดินดูวิถีชีวิตของชุมชนบ้านหัวทุ่ง ว่าอยู่กันอย่างไร จากนั้น วันรุ่งเช้า เราก็จะพาเข้าไปเที่ยวในป่าชุมชน ไปศึกษาดูว่าป่ามันฟื้นอย่างไร ในป่าก็จะมีจุดการศึกษา โดยจะมีมัคคุเทศก์ของหมู่บ้านคอยให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว  หลังจากนั้นเราก็จะทานข้าวเที่ยงร่วมกัน ก่อนแยกย้ายกันกลับไป” พ่อหลวงสุขเกษม สิงห์คำ ผู้ใหญ่บ้านหัวทุ่ง บอกเล่าให้ฟัง

“ป่ามันคือชีวิต น้ำก็คือชีวิต ป่านี่เป็นปัจจัยสี่ ที่คนควรจะเข้าไปเอาใจใส่ดูแลมัน ทุกวันนี้ เราเข้าไปในป่า เราไม่มีเงินซักบาท เราก็ยังได้กิน เหมือนกับเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของคนจน หรือเจ็บป่วยเราเข้าไปยาอันไหนดีมีที่นั่นเยอะแยะ แล้วก็มองเห็นว่าป่ามันมีชีวิตจริงๆ” ผมชอบนั่งฟังแม่หล้า ศรีบุญยัง บอกเล่าเรื่องคนอยู่กับป่าให้ผมฟังไม่รู้เบื่อ

ที่สำคัญ แม่หล้า ฝากบอกผ่านผมมาว่า “อยากฝากไปถึงคนที่อยู่ในเมือง คนทั่วประเทศ คนที่ไม่มีป่าด้วยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านหัวทุ่งได้ช่วยกันดูแลป่านั้น ก็ไม่ใช่เพื่อชาวหัวทุ่งเท่านั้น เพราะอากาศบริสุทธิ์ มันก็ลอยไปทั่วประเทศ ทั่วโลก ขนาดเขาอยู่ต่างประเทศเขายังจะมาซื้ออากาศบ้านเรา เราในฐานะที่เป็นคนบ้านหัวทุ่งที่ดูแลป่ามาได้กว่า 20 ปีแล้ว ก็อยากจะเชิญชวนไปถึงทุกคนว่าถึงแม้คุณไม่มีป่า อยู่ในเมือง ก็ขอส่งกำลังใจให้คนที่ดูแลรักษาป่าบ้างก็ยังดี” ผู้นำธรรมชาติแห่งบ้านหัวทุ่ง บอกอย่างนั้น

ใช่ครับ ทุกวันนี้คนบ้านหัวทุ่งยังคงร่วมกันดูแลผืนดิน ผืนป่า น้ำ ฟ้า อากาศและผืนโลก อยู่อย่างนั้น  เหมือนไม่มีวันจบสิ้น

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คนบ้านหัวทุ่งยังได้ร่วมกันนำเสนองานวิจัยชุมชน เรื่อง การปรับตัววิถีพึ่งตนเองบนฐานทรัพยากรของชุมชน ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันทำขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วให้ทาง สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ  ใช่แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นงานวิจัยเพื่อชุมชน โดยคนในชุมชนอย่างแท้จริง  ภายในงาน ผมนั่งฟัง การสืบสานการทำงานของชุมชน การสืบสานรากเหง้า จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างน่าชื่นชม

บนเวทีวันนั้น น้องจิราวรรณ คำซาว แกนนำเยาวชนชุมชนบ้านหัวทุ่ง ได้เอ่ยย้ำความตั้งใจเอาไว้ว่า “เราอยากจะให้บ้านหัวทุ่งนั้นมี 6 ดี ด้วยกัน คือ ป่าดี น้ำดี ดินดี อากาศดี อาหารดี และคนดี ซึ่ง ณ เวลานี้เราก็มีครบทุกอย่างแล้ว” ตัวแทนเยาวชนบ้านหัวทุ่ง บอกเล่าให้ฟัง                                                                    

แน่ละ หลายคนที่มาร่วมงานในวันนั้น อย่างน้อยคงได้หันกลับไปมองชุมชนของตนอย่างสนใจใคร่ครวญอีกครั้ง ว่าจริงๆ แล้ว การดูแลรักษาโลกให้น่าอยู่  ไม่ต้องทำอะไรที่เอิกเกริกใหญ่โตมโหฬาร เพียงแค่เราเริ่มต้นที่บ้านและชุมชนของตนเองก่อน ก็ถือว่าเรามีส่วนในการรักษ์โลกแล้ว.

 pp1

ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์ทางผ่าน เสาร์สวัสดี หนังสือกรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 27 เม.ย.2556

Read More

มองดอยบนเมืองดาว

pu1
Share

เรื่อง/ภาพ : ภู เชียงดาว

pu1

บ่อยครั้ง ผมเลือกจะออกเดินทางยามค่ำคืน บนความมืดสลัวราง หลังจากลุยงานกันมาอย่างหนัก

ไปพักผ่อนในสถานที่สงบๆ เงียบๆ สักแห่งหนึ่ง  เพื่อจะตื่นขึ้นมารับเอาพลังจากธรรมชาติ มองความงาม ความจริงที่ฉายแสงและล่องลอยอยู่เบื้องหน้า เหมือนไปชาร์ทแบตให้กับตนเอง  เหมือนเช่นครั้งนี้…เรา- -ผมกับหญิงสาวเลือกเดินทางไปบนถนนที่เคยคุ้น  ท่ามกลางความมืดและชื้นเย็น  ผ่านทางหน้าถ้ำเชียงดาว  ด่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว ก่อนไต่ขึ้นไปบนความคดโค้งและสูงชัน  ลัดป่าอ้อมหลังดอยหลวงเชียงดาวไปช้าๆ  สองฝั่งถนนมืดมิด มีเพียงแสงสว่างจากดวงไฟหน้ารถสาดส่องไปข้างหน้า แต่ก็ไม่นาน ประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็โผล่พ้นเนินสูง ลงสู่ทางลาดเนิน ตัดทางไปทางแยกซ้ายมือ ก็ถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจไปเยือน

“ระเบียงดาว โฮมเสตย์”  ที่พักของนักเดินทางหลายคนชื่นชอบและหลงใหล  ขณะเรากำลังขนสัมภาระออกจากรถ มีแสงไฟฉายสาดเข้ามากระทบเราพร้อมเสียงแหลมเล็กๆ ทักทาย ผมเอ่ยทักไปทันใดว่าใช่ อาหวู่มะ หรือเปล่า เธอตอบ ใช่ค่ะทันที  ผมจำน้ำเสียงเธอได้ ก็เธอคือลูกศิษย์ลีซูตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งผมเคยสอนหนังสือให้กับเด็กชนเผ่าอยู่แถบนี้  วันเวลาผ่านไปนับสิบปี  ตอนนี้ อาหวู่มะ หรือน้องพิม ที่หลายคนรู้จัก โตเป็นผู้ใหญ่ แถมยังมีอาแป้ง ลูกสาวตัวน้อยวัยห้าขวบ และ ณ เวลานี้ เธอยัง ได้กลายเป็นผู้จัดการดูแลโฮมสเตย์เล็กๆ แห่งนี้ แทนพี่สาวกับพี่เขยไปแล้วอีกด้วย

ผมยังเรียกเธอว่า อาหวู่มะ จนติดปาก เธอพาเราไปยังที่พัก เป็นกระท่อมไม้ไผ่อย่างง่ายๆ มีระเบียงยื่นออกไปเบื้องหน้า ในความมืดลางๆ  ผมมองเห็นเงาฉากดอยหลวงเชียงดาวตระหง่านง้ำอยู่เบื้องหน้าไม่ใกล้ไม่ไกล ผมนั่งมองเงียบๆ อยู่อย่างนั้นนานหลายนาน ในขณะที่อาหวู่มะกำลังง่วนกับการทำอาหารมื้อเย็นให้เรา จนได้กลิ่นอาหารโชยมา ผมเดินไปดูเธอทำกับข้าวอย่างคล่องแคล่วและมีความสุข

pu2

รอยยิ้มของเธอ ทำให้หลายคนที่อ่อนล้ามาพักที่นี่ มีความสุขมีความหวัง  และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ชิมอาหารบ้านป่าบ้านดอย ฝีมือลูกศิษย์คนนี้

กับข้าวมื้อเย็นถูกลำเลียงมาตั้งบนโต๊ะเตี้ยๆ นอกชานระเบียงไม้ไผ่  เธอจุดเทียนไขให้แสงสว่างวอมแวมพอมองเห็นอาหารของความเรียบง่ายในค่ำคืน มีผัดผักรวม ไข่เจียว ต้มจืด และที่ขาดไม่ได้นั่นคือ น้ำพริกลีซูนรกแตก สูตรพิเศษของระเบียงดาว โฮมสเตย์เลยทีเดียว ผมชอบน้ำพริกรสจัดจ้าน และผักที่อยู่เคียงข้างน้ำพริกถ้วยเล็กนั้น เป็นผักที่เก็บได้ตามป่าตามไร่ใกล้ๆ บ้าน มีทั้งมะแว้ง มะระขี้นกและแตงกวาดอย รสชาติอร่อยเหลือล้ำ เรานั่งทานกันเงียบๆ ในขณะที่นักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม หลับนอนกันในกระท่อม บางกลุ่มจับกลุ่มคุยกันอยู่นอกชาน   และในค่ำคืนนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เรา ได้มาพักผ่อนจริงๆ แม้จะเป็นห้วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม แต่เราก็สามารถปลดปล่อยความคิดวิตกกังวลต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตให้ล่องลอยไปกับลมภูเขา และยังได้นอนผ่อนพักได้อย่างเต็มอิ่มจริงๆ

เช้าตรู่ เสียงไก่ขัน ปลุกเราลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย และรับพลังธรรมชาติที่อยู่รอบ ผมเดินออกไปค้นหาความงามของดอยหลวงเชียงดาว กดเก็บภาพเอาไว้เหมือนกลัวจะเลือนหาย แน่ละ เพราะผมรู้ดีว่า ทุกห้วงขณะ ทุกช่วงเวลา ภาพผ่านที่เราเฝ้ามองนั้นจะเคลื่อนไหว ล่อยลอย เปลี่ยนไป ไม่ซ้ำกัน  และอยากจะบอกคุว่ามาถึงตอนนี้ ผมรู้สึกชอบหลงรักดอยหลวงเชียงดาวหน้าฝน มากกว่าหน้าหนาวเสียแล้วสิ  ชอบบรรยากาศเช้าชื่นสด  ฟ้าหมาดฝน  ภูเขาเปียกชื้น  เหมือนได้ถูกชำระล้างคราบไคลผงฝุ่นให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง  แสงแดดยังเดินทางมาไม่ถึง ทำให้มองเห็นภูเขาสีน้ำเงินเด่นชัด บางห้วงยาม มีปุยหมอกขาวไหลลอยมาเคลียคลอ และนั่น, ดอกไม้แอบเบ่งบานอยู่เงียบๆ ริมทางเท้า

จริงสิ ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยือนระเบียงดาว บ้านนาเลาใหม่  ทำให้ผมรู้สึกดีและมีความสุขทุกครั้ง เหมือนกลับมาสู่อ้อมกอดของแม่ธรรมชาติ  เหมือนกลับมาคืนดีกับคนรัก  เหมือนกลับมากอดคออยู่ร่วมกับมิตรสหายที่เก่าแก่เนิ่นนาน  แต่บางครั้งผมกลับมองดอยหลวงเชียงดาวลูกนี้ ศรัทธาน่าเกรงขาม  จนไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นไปป่ายปีนหรือแตะต้องสัมผัสใดๆ  แต่อยากเพียงแค่ นั่งดูอยู่ห่างๆ อย่างนี้ แล้วเฝ้ามองความงามและความจริงเผยออกมาให้เราเรียนรู้สัมผัส เรียนรู้ในความยิ่งใหญ่ เรียนรู้ในความต่ำเตี้ย เรียนรู้ที่จะถ่อมตัวลง มากกว่าจะไปมุ่งหน้าพิชิต หรือคิดสร้างสิ่งแปลกปลอมให้กับขุนเขา

ผมว่า บางทีในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรานั้น ไม่จำเป็นต้องไปเบียดบังหรือทำลายธรรมชาติ แต่เราควรจะเรียนรู้ที่รักษาและทะนุถนอมดูแลเอาไว้ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนและยาวนานจะดีกว่า

ขณะขับรถกลับลงมา  ผมแวะจอดบนโค้งถนน ก่อนถึงปากทางชุมชนหนองขะแตะ เพื่อหยุดชมภาพความงามของฉากเหลี่ยมของดอยหลวง หมอกขาว กิ่งสน และเวิ้งหุบเขาลิบๆ ของเมืองเชียงดาว เป็นอีกจุดหนึ่งที่งามงดในความรู้สึกผม และจู่ๆ ก็ทำให้ผมนึกถึงบางถ้อยคำของ เฮนรี เดวิด ธอโร ขึ้นมาอีกครั้ง

 

          “เราจงใช้วันหนึ่งอย่างสุขุมมั่นคงเยี่ยงธรรมชาติ และอย่าปล่อยให้ถูกเหวี่ยงออกจากเส้นทาง…” *

pu3

*หนังสือ WALDEN คืนชีวิตสู่ห้วงสงบภายใน, เฮนรี เดวิด ธอโร เขียน, สุริยฉัตร ชัยมงคล แปล,ฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์ จัดพิมพ์.

****************

ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์ทางผ่าน เสาร์สวัสดี หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 สิงหาคม 2556

Read More

ร้านหนังสือเชียงดาว ร้านหนังสือเล็กๆ ที่บ้านเกิด

s_s1
Share

1003869_411932572246190_2135698714_n

“ร้านหนังสือเชียงดาว”

Chiang Dao Bookshop

ในโครงการร้านหนังสือเล็กๆ ที่บ้านเกิด อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

“ร้านหนังสือที่เป็นมากกว่าร้านหนังสือ” เป็นสถานที่พักผ่อน เป็นจุดนัดพบ พูดคุยสนทนา  ภายในร้าน นอกจากมีหนังสือดีๆ มีคุณภาพให้ผู้อ่านได้เลือกชมเลือกซื้อกันแล้ว  ยังมี ชา กาแฟ น้ำผลไม้ตามฤดูกาล เครปมะม่วงวนิลาซอส และโฮมเมดเบเกอรี่ ไว้คอยบริการนักอ่าน นักเดินทาง ได้ชิมกันอย่างอิ่มเอมใจ

190/4 หมู่ 4 วังจ๊อม เทศบาล ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่,
Chiang Dao, Chiang Mai, Thailand 50170

โทร 08-1111-3693 ร้านเปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ 10.00-20.00 น.
www.facebook.com/ChiangDaoBookshop

1175145_417402875032493_1820207497_n

Read More

ดอยหลวงเชียงดาว

d7
Share

ดอยหลวงเชียงดาว

d13

ข้อมูลทั่วไปของดอยหลวงเชียงดาว

เป็นภูเขาหินปูนที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูง 2,275 เมตร นับเป็นดอยหรือภูเขาที่มีความสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย รองจากดอยอินทนนท์ และดอยผ้าห่มปก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2521
ดอยหลวงเชียงดาว เดิมมีชื่อว่า “ดอยเพียงดาว” แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นได้เรียกเพี้ยนมาเป็น “เชียงดาว” อย่างในปัจจุบัน และมีชื่อดั้งเดิมว่า “ดอยอ่างสลุง”

d5


ดอยหลวงเชียงดาว เป็นเทือกเขาที่มีความยาว...

Read More