ใต้ฟ้าแผ่นดินดาว : วัดป่าธาราภิรมย์ ตอน๑

1-1
Share

ใต้ฟ้าแผ่นดินดาว : วัดป่าธาราภิรมย์ ตอน๑

เรื่อง น้ำทบ นทีไทย ภาพ วัดป่าธาราภิรมย์

1-1

จากสองขุนน้ำต้นธารที่ห่างไกล ก่อเกิดแม่น้ำสองสายที่ไหลเย็น ลัดเลาะผ่านขุนเขาโขดขอน เป็นโตรกธารหุบห้วยในป่าใหญ่ เรื่อยไหลผ่านทุ่งนาเรือกสวน ผ่านหมู่บ้าน ผ่านชีวิตผู้คน จนสองแม่ไหลมาบรรจบสบกัน ณ จุดหนึ่ง จึงก่อเกิดเป็นผืนดินรูปใบโพธิ อันเป็นพื้นที่ที่ราวจะถูกกำหนดไว้แล้วว่า ณ จุดนี้คือสถานที่ที่จะให้ความสุข สงบ กับทุกชีวิตที่มาเยือน

ครับ…พื้นที่รูปใบโพธิดังกล่าวข้างต้น คือสถานที่ตั้งของวัดป่าธาราภิรมย์ ซึ่งเป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต อยู่ห่างจากอำเภอเชียงดาวประมาณ ๑๑ กิโลเมตร เดิมเป็นวัดร้าง มีซากเจดีย์เก่าอยู่กลางวัด โดยมีชื่อว่าวัดปิง (ร้าง)

3-3จนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ ทางวัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งพระโยธิน ชยานฺนฺโท มาเป็นเจ้าอาวาสเพื่อฟื้นฟูวัดร้างแห่งนี้ ซึ่งมีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง อันแวดล้อมไปด้วยป่าเขาและไร่ของชาวบ้านรายรอบพื้นที่ และที่สำคัญ มีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบโอบล้อม คือแม่น้ำปิงทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก ส่วนทิศใต้เป็นแม่น้ำป๋าม ทำให้เกิดเป็นพื้นดินรูปใบโพธิบนพื้นที่ทั้งหมด ๓ ไร่ ๙ ตารางวา

พระโยธิน ชยานฺนฺโท ฟื้นฟูวัดโดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเจดีย์กึ่งอุโบสถขึ้นทับซากเจดีย์เดิม เรียกว่า ‘พระธาตุธรรมจักรพรรดิเจดีย์’ เพื่อใช้ในการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตร และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันคล้ายวันฉลองสิริราชสมบัติ ในวันที่ ๙ มิถุนายน ซึ่งได้จัดการวางศิลาฤกษ์วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๓

พระธาตุธรรมจักรพรรดิเจดีย์ เป็นเจดีย์กึ่งอุโบสถที่งดงามโดดเด่นในสายตา ท่ามกลางหมู่แมกไม้ขนาดใหญ่ เป็นพระเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงเชียงแสน ขนาดกว้าง ๑๒x๑๒ เมตร สูง ๑๘ เมตร ภายในมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปหินหยกปางนาคปรก และพระพุทธรูปโลหะทรงจักรพรรดิสีเงินยวงแวววาว

ภาพฝาผนังภายในพระเจดีย์ทั้งสี่ทิศเป็นภาพหินแกะสลัก โดยด้านทิศเหนือเป็นรูปยักษ์ ด้านทิศใต้เป็นรูปเทวดา พรหม ทิศตะวันออกเป็นรูปพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ ทิศตะวันตกเป็นรูปพระอรหันตสาวก แสดงความเคารพ สักการะสรรเสริญ บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พื้นพระเจดีย์เป็นรูปดาวแปดทิศ เป็นสัญลักษณ์ของการเผยแผ่กระจายธรรมจากพระเจดีย์ซึ่งเป็นศูนย์กลาง ศูนย์รวมของพลังบารมีแผ่ไปทั่วทุกทิศ

กำแพงแก้วรอบพระเจดีย์ด้านในเป็นรูปดอกบัวตูม บัวบาน แสดงถึงการบูชาสักการะพระรัตนตรัยและพระบรมธาตุ ด้านนอกเป็นรูปนางอัปสร นางฟ้าที่ดูแลรักษาพระเจดีย์ และรูปช้างเดินรอบพระเจดีย์ เป็นการแสดงถึงพลัง ผู้มีกำลังที่ดูแลปกป้องพระเจดีย์

แต่ก่อนที่จะมาสร้างเป็นวัดป่าธาราภิรมย์นั้น ประมาณ พ.ศ.๒๕๔๖ ได้มีชาวบ้านมาแผ้วถางที่ดินเพื่อทำการเกษตร จึงได้พบซากวัดเก่า และได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบ ทำให้เริ่มมีการสำรวจตรวจสอบ พบซากอิฐโบราณ หลังคาโบสถ์ รวมทั้งขุดค้นพบพระเก่า เครื่องใช้ของเก่าต่างๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่เคยเจริญรุ่ง เรืองมาก่อน นับแต่สมัยพระเจ้ามังราย เมื่อราว ๗๐๐ กว่าปี

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านผู้สูงอายุหลายๆ คนว่า ในสมัยหนุ่มๆ เคยมาล่าสัตว์และหนีเข้ามาในบริเวณวัด แต่พอติดตามมาถึงก็ไม่กล้าเข้าไป เนื่องจากความกลัวที่รู้สึกรับรู้ได้ว่ามีพลังงานบางสิ่งบางอย่างคอยปกป้องดูแลอยู่ นอกจากนั้น ยังเคยมีผู้พบเห็นดวงแก้วขนาดใหญ่ลอยขึ้นเหนือบริเวณวัดเวลากลางคืน ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาเป็นประจำ โดยมีผู้พบเห็นหลายคนในหลายวันเวลาที่ต่างกัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นพลังงานของพระบรมสารีริกธาตุ มีเจดีย์ธาตุตั้งอยู่จึงทำให้บริเวณวัดไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดต้นไม้และล่าสัตว์เพราะกลัวบาป

สำหรับความเชื่อเรื่องดวงธาตุ คนทางล้านนาล้วนมีความเชื่อมาแต่โบราณจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งหลายๆ คนในหลายๆ พื้นที่อาจได้ประสบกับตนเองมาแล้ว โดยเฉพาะในเขตอำเภอเชียงดาว ดินแดนแห่งเทพเทวา ที่ชาวบ้านมักจะมีโอกาสได้พบเห็นในหลายจุดและหลายโอกาส บางครั้งจะเห็นพร้อมกันหลายๆ คนเลยทีเดียว ซึ่งดวงธาตุจะมีลักษณะเป็นลูกไฟทรงกลม มีทั้งสีขาว เหลือง ส้ม เขียว ฟ้า หรือมีหลายสีรวมกัน จะลอยเด่นจากดอยลูกหนึ่งไปยังดอยอีกลูกหนึ่ง ลอยอยู่บนท้องฟ้าบางครั้งเป็นเวลานานหลายนาที

2-2

ผมเองก็เคยได้เห็นกับตาตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต แถมเป็นเวลากลางวันเสียด้วย โดยวันนั้นอยู่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕ เวลาประมาณบ่ายสองโมง ผมบังเอิญเหลือบไปเห็นประกายไฟสีขาวปนเหลืองค่อยๆ แจ่มจ้าขึ้นจากดวงเล็กๆ (เหมือนแสงจากการอ๊อกเชื่อมเหล็ก แต่ไม่มีสีเขียวน้ำเงิน) เป็นทรงหยดน้ำยอดแหลมบริเวณวัดป่าบง ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จากจุดที่ผม เพื่อน และน้องชาย ยืนอยู่ มีระยะห่างจากวัดเป็นทางตรงประมาณ ๕๐๐ เมตร ผมมองดูเป็นครู่เพื่อสังเกตว่ามีการเชื่อมโลหะอยู่ที่ยอดเจดีย์ของวัดหรือไม่ จนรู้สึกผิดปกติ เมื่อลูกไฟขยายขนาดบดบังทั้งบริเวณยอดเจดีย์ และเปลี่ยนเป็นทรงกลม มีสีขาวจ้าเป็นส่วนใหญ่ ส่วนรอบนอกจะเป็นสีเหลือง เขียวแกมน้ำเงิน ผมจึงชี้ให้เพื่อนและน้องดู หากแปลก…เพื่อนผมมองเห็นเป็นเพียงจุดประกายเล็กๆ และบอกผมว่าที่วัดคงเชื่อมยอดเจดีย์ ส่วนน้องอีกคน ชี้ให้ดูยังไงเขาก็มองไม่เห็น ผมจึงบอกเพื่อนให้สังเกตอย่างจริงจัง ซึ่งดวงไฟลูกนั้นยังส่องสว่างอยู่กับที่ประมาณหนึ่งนาทีแล้วก็ค่อยๆ จางหายไป เมื่อผมกับเพื่อนมองไปยังยอดเจดีย์ ก็ปรากฏว่าไม่เห็นมีใครหรือโครงเหล็กใดๆ ที่อันจะมายถึงมีการขึ้นไปบูรณะซ่อมแซมที่ยอดเจดีย์เลย องค์เจดีย์ยังคงยืนเด่นเป็นปกติ ยอดสีทองก็ยังสุกปลั่งอยู่ดุจเดิม

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
ขอบคุณ สวัสดีเชียงดาว ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและเรื่องราวดี ๆ ครับ ^_^

ติดตามเรื่องราวมากมาย เนื้อหาดีๆ จากหนังสือ สวัสดีเชียงดาว เล่มละ 50 บาท
เล่ม 1 เล่ม 2 ได้วางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วเชียงดาว ที่พักและรีสอร์ท ในอำเภอเชียงดาว
เล่ม 3 กำลังจะมาแล้วครับ ติดตามข่าวสารได้ที่
https://www.facebook.com/sawaddee.chd

เล่ม 3

COVER-111

Leave a reply


2 × one =

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>